เติมคลอรีนแล้วน้ำไม่ใส ต้องเช็กอะไรบ้าง

แนะนำ 5 วิธีการตรวจสอบว่าทำไมเติมคลอรีนแล้วน้ำไม่ใส พร้อมวิธีแก้ไขที่เหมาะสม
ปัญหา เติมคลอรีนแล้วน้ำไม่ใส เป็นหนึ่งในปัญหาที่เจ้าของสระว่ายน้ำพบได้บ่อย หลายๆคนเข้าใจว่าคลอรีนมีหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว และ เมื่อเติมคลอรีนลงไปแล้ว น้ำในสระก็ควรกลับมาใสทันที แต่ในความเป็นจริง การทำให้น้ำสระสะอาด และ ใสจำเป็นต้องอาศัยหลายๆปัจจัยทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับคลอรีน ค่า pH ระบบกรอง การหมุนเวียนน้ำ ปริมาณสิ่งสกปรก รวมถึงการสะสมของสารอินทรีย์ภายในสระ ดังนั้น หากเติมคลอรีนแล้วน้ำยังขุ่น น้ำเป็นสีเขียว หรือ มีตะกอนลอยอยู่ ไม่ควรรีบเติมคลอรีนเพิ่มเพียงอย่างเดียว เพราะอาจทำให้ระดับสารเคมีสูงเกินความจำเป็น และ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ดังนั้นบทความนี้จะพาไปดูว่า เติมคลอรีนแล้วน้ำไม่ใส ต้องเช็กอะไรบ้าง พร้อมแนวทางแก้ปัญหาเคมีสระว่ายน้ำ และ วิธีป้องกันไม่ให้น้ำกลับมาขุ่นอีก
5 จุดเช็กสำคัญที่ต้องตรวจสอบเคมีสระว่ายน้ำ พร้อมแนวทางแก้ไขทีละขั้นตอน
1. เช็กปฏิกิริยาเคมีกับโลหะหนัก
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดเมื่อเติมคลอรีนแล้วน้ำเปลี่ยนเป็นสีขุ่น มักเกิดจากการที่คลอรีนไปทำปฏิกิริยา Oxidation กับโลหะหนักที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยเฉพาะ เหล็ก และ แมงกานีส ซึ่งมักพบมากในน้ำบาดาลหรือ น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
- น้ำขุ่นสีเหลือง/ส้ม/น้ำตาล: คลอรีนจะเข้าไปเปลี่ยนเหล็กที่ละลายน้ำ ให้กลายเป็นตะกอนเหล็กที่ไม่ละลายน้ำ เกิดเป็นตะกอนสนิมขุ่นลอยแขวนลอยอยู่ในน้ำ
- น้ำขุ่นสีดำ/น้ำตาลเข้ม: เกิดจากคลอรีนออกซิไดซ์แมงกานีสที่ละลายน้ำ เปลี่ยนเป็นตะกอนแมงกานีสไดออกไซด์
- น้ำขุ่นสีเขียวตองอ่อน: เกิดจากสารประกอบทองแดงทำปฏิกิริยากับคลอรีน
แนวทางแก้ไข:
- ปล่อยให้เกิดปฏิกิริยาออกซิไดซ์อย่างสมบูรณ์ และ รอให้ตะกอนตกสู่พื้น
- ใช้สารช่วยตกตะกอน เช่น โพลีอลูมิเนียมคลอไรด์ เพื่อช่วยให้ตะกอนโลหะหนักก้อนใหญ่ขึ้น
- ผ่านน้ำเข้าสู่ระบบกรองสนิมเหล็ก เช่น สารกรองแมงกานีส หรือ สารกรองกรีนแซนด์ เพื่อดักจับตะกอนก่อนนำน้ำไปใช้งาน
2. เช็กค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำ
ค่า pH ของน้ำเป็นปัจจัยที่ควบคุมประสิทธิภาพในการทำงานของคลอรีนโดยตรง เมื่อเติมคลอรีน (เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ หรือ แคลเซียมไฮโปคลอไรต์) ลงในน้ำ คลอรีนจะแตกตัวเป็น กรดไฮโปคลอรัส ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ และ ทำให้น้ำใสสูง และ ไฮโปคลอไรต์ไอออนซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำกว่ามาก
- หากค่า pH สูงเกินไป (น้ำเป็นด่าง - pH > 7.8): คลอรีนจะแตกตัวทำให้ประสิทธิภาพในการทำลายสารอินทรีย์ลดลงอย่างมหาศาล น้ำจึงยังคงขุ่นแม้จะเติมคลอรีนในปริมาณมาก ยิ่งไปกว่านั้น หากใช้คลอรีนผงชนิดแคลเซียมไฮโปคลอไรต์ ค่า pH ที่เป็นด่างจะทำให้แคลเซียมตกตะกอน ทำให้น้ำยิ่งขุ่น
- หากค่า pH ต่ำเกินไป (น้ำเป็นกรด - pH < 7.0): แม้คลอรีนจะทำงานได้ดี แต่จะกัดกร่อนอุปกรณ์โลหะ ทำให้โลหะละลายออกมาทำปฏิกิริยากับน้ำจนขุ่นได้เช่นกัน
แนวทางแก้ไข:
- ทดสอบค่า pH ของน้ำด้วยชุดทดสอบ หรือ pH Meter
- ปรับค่า pH ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ 7.2 - 7.6 ก่อนเสมอ โดยใช้น้ำยาลดค่า pH (เช่น กรดเกลือ/กรดซัลฟิวริก) หรือ น้ำยาเพิ่มค่า pH (เช่น โซดาแอช)
3. เช็กปริมาณคลอรีนอิสระ และ คลอรีนรวม
การเติมคลอรีนไม่ได้หมายความว่าในน้ำจะมี "คลอรีนอิสระ" ที่พร้อมทำงานเสมอไป ในน้ำที่มีสารอินทรีย์ เหงื่อ ปัสสาวะ หรือ สารแอมโมเนียปนเปื้อนสูง คลอรีนจะเข้าไปจับตัวกับสารเหล่านี้กลายเป็น คลอรีนรวม หรือ คลอรามีน
- ปัญหาคลอรีนไม่พอ : คลอรีนรวมมีประสิทธิภาพในการทำให้น้ำใสลดลงกว่า 80% และ ส่งกลิ่นฉุนคลอรีนแรงมาก หากวัดค่าเฉพาะคลอรีนรวม อาจเข้าใจผิดว่ามีคลอรีนเพียงพอแล้ว ทั้งที่ความจริง "คลอรีนอิสระ" มีไม่เพียงพอที่จะทำลายตะกอนสารอินทรีย์ ทำให้น้ำยังคงขุ่นอยู่
แนวทางแก้ไข:
- วัดค่า Free Chlorine และ Combined Chlorine แยกกัน
- ทำกระบวนการ Superchlorination หรือ Shock Chlorine โดยการเติมคลอรีนเพิ่มขึ้น 5-10 เท่าจากปริมาณปกติ เพื่อข้ามจุด Breakpoint Chlorination และ ทำลายคลอรีนรวม รวมถึงสารอินทรีย์ที่สะสมอยู่ให้หมดไป
4. เช็กระดับตะไคร่น้ำ และ สารอินทรีย์สะสม
หากน้ำมีลักษณะขุ่นเขียว ขุ่นอมฟ้า หรือ ขุ่นขาวแบบฝ้า อาจเกิดจากการเริ่มก่อตัวของตะไคร่น้ำขนาดเล็ก หรือ การปนเปื้อนของสารอินทรีย์ปริมาณมาก
- ปัญหาสปอร์ตะไคร่น้ำ: ในระยะเริ่มต้น ตะไคร่น้ำอาจยังไม่เกาะตามขอบสระ หรือ ขอบถัง แต่อนุภาคของมันขยายพันธุ์ลอยกระจายอยู่ในน้ำ เมื่อเติมคลอรีนลงไป คลอรีนจะเข้าไปสังหารตะไคร่น้ำเหล่านั้น เซลล์ตะไคร่น้ำที่ตายแล้วจะกลายเป็นตะกอนขนาดเล็กล่องลอยอยู่ในน้ำ ทำให้น้ำเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขุ่นขาวมัวๆ
แนวทางแก้ไข:
- ใส่ ยากำจัดตะไคร่น้ำร่วมกับการเติมคลอรีนช็อกจากนั้นใช้ สารช่วยตกตะกอน เพื่อให้ซากตะไคร่น้ำจับตัวเป็นก้อนแล้วดูดตะกอนทิ้ง หรือ ผ่านระบบกรอง
5. เช็กชนิดของคลอรีนที่เลือกใช้
ชนิดของคลอรีนที่นำมาเติมมีผลอย่างมากต่อความใสของน้ำ คลอรีนแต่ละรูปแบบมีคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกัน เช่น
- แคลเซียมไฮโปคลอไรต์ : คลอรีนชนิดนี้มีส่วนผสมของแคลเซียม เมื่อละลายน้ำจะเพิ่มค่าความแข็งของน้ำ หากน้ำดั้งเดิมมีค่าแคลเซียมสูงอยู่แล้ว หรือ น้ำเป็นด่าง แคลเซียมจะตกตะกอนเป็นคราบฝ้าสีขาวมัวทำให้น้ำขุ่นทันทีหลังเติม
- โซเดียมไฮโปคลอไรต์ : ละลายง่าย ไม่ทิ้งตะกอนแคลเซียม แต่มีค่า pH สูงมาก (pH ~11-13) หากเติมปริมาณมากจะทำให้ pH ของน้ำพุ่งสูงจนเกิดตะกอนอื่นตามมา
- คลอรีนก้อน/ก้อนปรับสภาพ : มีฤทธิ์เป็นกรดจัด และ มีสาร Stabilizer (Cyanuric Acid) หากใช้ต่อเนื่องสะสม อาจทำให้เกิดภาวะ "น้ำดื้อคลอรีน"
แนวทางแก้ไข:
- หากน้ำขุ่นจากแคลเซียม ให้เปลี่ยนไปใช้คลอรีนน้ำ หรือ คลอรีนก้อน 90%
- ตรวจสอบค่าความแข็งของน้ำ ไม่ควรเกิน 200 - 400 ppm
ปัญหา เติมคลอรีนแล้วน้ำไม่ใส ไม่ได้หมายความว่าต้องเติมคลอรีนเพิ่มเสมอไป เพราะคุณภาพน้ำสระขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกัน สิ่งที่ควรตรวจสอบเป็นอันดับแรก ได้แก่ ระดับคลอรีน ค่า pH และ Alkalinity จากนั้นจึงตรวจสอบระบบกรอง ปั๊มน้ำ การหมุนเวียนน้ำ ปริมาณตะกอน สาหร่าย และ สิ่งสกปรกภายในสระ หัวใจสำคัญของการดูแลน้ำสระ คือการใช้แนวทาง ตรวจวัดก่อนแก้ไข แทนการเติมสารเคมีแบบคาดเดา เพราะการเติมสารเคมีมากเกินไปไม่ได้รับประกันว่าน้ำจะใส และ อาจทำให้เกิดปัญหาใหม่ตามมา ดังนั้นหากต้องการผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลสระว่ายน้ำของคุณเราขอแนะนำ MISTER POOL เรารับออกแบบสระว่าย รับสร้างสระว่ายน้ำ ติดตั้ง และ วางระบบสระว่ายน้ำ ครบวงจร โดยเรารับสร้างสระว่ายน้ำทุกชนิด โดยทีมวิศวกร และ สถาปนิก ที่มีประสบการณ์ด้านงานออกแบบ และ ติดตั้ง อีกทั้งยังมีอุปกรณ์สารเคมีสระว่ายน้ำที่ได้มาตรฐานเพื่อให้สระว่ายน้ำของคุณมีคุณภาพตลอดการใช้งาน ที่ดำเนินการโดยช่างผู้ชำนาญการอย่างมืออาชีพนั้นเอง
ติดต่อสอบถาม
บริษัท มิสเตอร์พูล จำกัด
408 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร: 02-290-1299, 088-874-3087