ระบบกรองสระว่ายน้ำ
เปรียบเทียบระบบกรองสระว่ายน้ำทราย,กระดาษ,คาร์ทริดจ์เลือกแบบไหนคุ้มที่สุด

แนะนำการเลือกระบบกรองสระว่ายน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณที่สุด

โดยเทรนด์การสร้างบ้าน และ รีสอร์ทในประเทศไทยกำลังเน้นที่ความยั่งยืน สุขภาพ และ การพักผ่อน สระว่ายน้ำได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สิน และ ไลฟ์สไตล์ของผู้คน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่จำกัดแต่ผู้คนต่างต้องการพื้นที่ผ่อนคลายภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม การมีสระว่ายน้ำที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องขนาด หรือ ดีไซน์ แต่ต้องมีระบบกรองสระว่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาน้ำให้ใสสะอาด ปลอดภัยจากเชื้อโรค และ ประหยัดค่าบำรุงรักษาในระยะยาว ระบบกรองสระว่ายน้ำมีหลายประเภทที่ได้รับความนิยม โดยหลักๆ คือ ระบบกรองทราย (Sand Filter), ระบบกรองกระดาษ หรือ DE (Diatomaceous Earth Filter) และ ระบบกรองคาร์ทริดจ์ (Cartridge Filter) แต่ละแบบมีจุดเด่น ข้อจำกัด และ ความคุ้มค่าที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดสระ การใช้งาน และ งบประมาณของเจ้าของ ดังนั้น บทความนี้เราจะเปรียบเทียบระบบกรองสระว่ายน้ำทั้งสามแบบอย่างละเอียด โดยพิจารณาข้อดี ข้อเสีย ประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่าย และ ความคุ้มค่า เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกแบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสระว่ายน้ำของคุณ ไม่ว่าจะเป็นสระส่วนตัว สระคอนโด หรือ สระรีสอร์ท 

ทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของระบบกรองสระว่ายน้ำ

ก่อนเข้าสู่การเปรียบเทียบ เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานของแต่ละระบบกรองสระว่ายน้ำกันก่อน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่ามันทำงานอย่างไร และ เหมาะกับการใช้งานแบบใด โดยระบบกรองทรายจะใช้ทรายเป็นตัวกรองหลักในการดักจับอนุภาคขนาดใหญ่ ส่วนระบบกรองกระดาษ หรือ DE จะใช้ผงกระดาษฟอสซิลเพื่อกรองอนุภาคขนาดเล็กมากๆ และ ระบบกรองคาร์ทริดจ์จะใช้แผ่นกรองแบบตลับที่ถอดเปลี่ยนได้ง่าย แต่ละระบบมีจุดเด่นที่ต่างกัน ทำให้การเลือกต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ อย่างขนาดสระ ความถี่ในการใช้งาน และ งบประมาณ โดยบทความจะขยายรายละเอียดเพื่อให้คุณเห็นว่าสุดท้ายแล้วแบบไหนคุ้มที่สุด

เปรียบเทียบข้อดี และ ข้อเสียของระบบกรองสระว่ายน้ำทราย, กระดาษ และ คาร์ทริดจ์

1. ระบบกรองทราย (Sand Filter): มีพื้นฐานที่ทนทาน และ ราคาย่อมเยา
ระบบกรองทราย หรือ Sand Filter เป็นระบบกรองสระว่ายน้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทยเพราะราคาถูก และ ทนทาน โดยทำงานด้วยการใช้ทรายซิลิก้า หรือ ทรายแก้วเป็นตัวกรองหลักในการดักจับสิ่งสกปรก อนุภาคขนาด 20-40 ไมครอน และ สารแขวนลอยในน้ำ ระบบนี้ประกอบด้วยถังกรองที่บรรจุทราย ปั๊มน้ำที่ดันน้ำผ่านทรายเพื่อกรอง และ วาล์วที่ควบคุมการไหลของน้ำ โดยน้ำสกปรกจะไหลผ่านทราย และ ถูกดักจับ ก่อนออกมาเป็นน้ำสะอาดเพื่อหมุนเวียนกลับสระ

ข้อดีของระบบกรองทราย ได้แก่

  • ทนทาน และ บำรุงรักษาง่าย: ทรายมีอายุใช้งานนาน 3-5 ปี ก่อนต้องเปลี่ยน และ ระบบไม่ซับซ้อน ทำให้ช่างทั่วไปซ่อมได้ เหมาะสำหรับสระขนาดใหญ่ในรีสอร์ท หรือ โรงแรมที่ใช้งานหนักๆ
  • ราคาถูก: ถังกรองทรายขนาดมาตรฐานสำหรับสระ 4x8 ม. ราคาเริ่มต้นที่ 10,000-20,000 บาท รวมปั๊ม และ วาล์ว ทำให้คุ้มค่าสำหรับผู้ที่มีงบจำกัด
  • กรองอนุภาคใหญ่ได้ดี: ดักจับใบไม้ ทราย และ สิ่งสกปรกขนาดใหญ่ได้ ทำให้น้ำใสเร็ว และ เหมาะกับสระกลางแจ้งที่เสี่ยงต่อใบไม้ตกลงมา
  • ประหยัดพลังงานในระยะยาว: แม้ปั๊มน้ำจะใช้ไฟมากแต่ทรายก็กรองได้ดี ทำให้รอบการกรองสั้น และประหยัดไฟ

ข้อเสียของระบบกรองทราย ได้แก่

  • กรองอนุภาคเล็กได้ไม่ดี: ดักจับได้แค่อนุภาคขนาด 20-40 ไมครอน ทำให้ต้องใช้สารเคมีเพิ่มเพื่อกำจัดตะไคร่ และ แบคทีเรีย ทำให้ค่าใช้จ่ายเคมีภัณฑ์สูงขึ้น
  • บำรุงรักษาบ่อย: ต้องล้างย้อน (Backwash) ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งใช้น้ำมาก และ อาจสิ้นเปลืองในพื้นที่น้ำขาดแคลน
  • ขนาดใหญ่: ถังกรองทรายกินพื้นที่มาก ทำให้ไม่เหมาะกับสระขนาดเล็กในบ้าน หรือ คอนโด
  • ไม่เหมาะกับน้ำเค็ม: ถ้าใช้ในสระเกลือ ทรายอาจเกิดการอุดตันจากเกลือ ทำให้ต้องเปลี่ยนบ่อย และ ยังเพิ่มต้นทุนด้วย

โดยรวม ระบบกรองทรายคุ้มที่สุดสำหรับสระขนาดใหญ่ที่ใช้งานหนัก และ งบจำกัด เพราะมีความทนทาน และ ราคาถูก แต่สำหรับสระขนาดเล็ก หรือ ต้องการน้ำใสพิเศษ อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด

2.ระบบกรองกระดาษหรือ DE Filter: กรองละเอียดสูงสำหรับน้ำใสพิเศษ

ระบบกรองกระดาษ หรือ DE Filter (Diatomaceous Earth) จะใช้ผงกระดาษฟอสซิลจากซากสาหร่ายทะเลโบราณเป็นตัวกรอง โดยเคลือบผง DE บนโครงตาข่ายเพื่อดักจับอนุภาคขนาดเล็กถึง 1-5 ไมครอน ทำให้น้ำใสเหมือนคริสตัล ระบบกรองสระว่ายน้ำประเภทนี้เหมาะสำหรับสระที่ต้องการน้ำใสสูงสุด เช่น สระรีสอร์ท หรือ สระแข่งขัน

ข้อดีของระบบกรอง DE ได้แก่

  • กรองละเอียดได้สูง: ดักจับอนุภาคขนาดเล็กที่สุด ทำให้น้ำใส และ ลดการใช้เคมีภัณฑ์ลงถึง 20-30%
  • น้ำใสเร็ว: หลังกรองน้ำจะใสภายใน 1-2 วัน ทำให้เหมาะกับสระที่ใช้งานบ่อยๆ
  • ประหยัดเคมี: ลดการใช้คลอรีนเพราะกรองเชื้อโรค และ ตะไคร่ได้ดี ทำให้คุ้มค่าในระยะยาว
  • ขนาดกะทัดรัด: ถังกรองเล็กกว่าแบบทราย ทำให้เหมาะกับพื้นที่จำกัด

ข้อเสียของระบบกรอง DE ได้แก่

  • บำรุงรักษาบ่อย: ต้องเติมผง DE ทุกครั้งหลัง backwash ซึ่งยุ่งยาก และ ต้องใช้ผงใหม่ทุกครั้ง
  • มีราคาสูง: ถังกรอง DE อาจมีราคา 15,000-30,000 บาท และ ต้องลงผง DE เพิ่มต้นทุนรายเดือน ถึง 1,000-2,000 บาท
  • ไม่เหมาะกับน้ำสกปรกมาก: ถ้าน้ำที่มีอนุภาคใหญ่ ผง DE อาจอุดตันเร็ว ทำให้ต้องล้างบ่อยขึ้น
  • ผง DE เป็นอันตราย: ถ้าสูดดมมากๆอาจระคายเคืองปอด ทำให้ต้องสวมหน้ากากเมื่อต้องเติมผง

โดยรวม ระบบ DE คุ้มที่สุดสำหรับสระที่ต้องการน้ำใสพิเศษ และ เจ้าของที่ยอมรับการบำรุงที่บ่อยกว่า แต่สำหรับสระทั่วไปอาจไม่คุ้มเพราะมีต้นทุนสูง

3.ระบบกรองคาร์ทริดจ์ (Cartridge Filter): สะดวก และ บำรุงง่ายสำหรับสระขนาดเล็ก

ระบบกรองคาร์ทริดจ์เป็นระบบกรองสระว่ายน้ำที่ใช้แผ่นกรองแบบตลับที่ทำจากกระดาษ หรือ ผ้าใยสังเคราะห์เพื่อดักจับอนุภาคขนาด 10-20 ไมครอน ทำให้น้ำใส และ สะอาด ระบบนี้เหมาะสำหรับสระขนาดเล็กในบ้าน หรือ คอนโดเพราะขนาดกะทัดรัด และ บำรุงรักษาง่าย

ข้อดีของระบบกรองคาร์ทริดจ์ ได้แก่

  • บำรุงรักษาง่าย: แค่ถอดคาร์ทริดจ์ออกมาล้างด้วยน้ำแรงดันทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ไม่ต้อง backwash ทำให้ประหยัดน้ำเพิ่มขึ้น
  • ขนาดเล็ก: ถังกรองกะทัดรัด ทำให้เหมาะกับพื้นที่จำกัด และ ติดตั้งง่าย
  • น้ำใส: กรองอนุภาคเล็กได้ทำให้น้ำใส และ ลดการใช้เคมีภัณฑ์ลง
  • มีราคาย่อมเยา: ถังกรองคาร์ทริดจ์ราคาเพียง 5,000-15,000 บาท และ คาร์ทริดจ์ต้องเปลี่ยนปีละครั้งราคา 1,000-3,000 บาท

ข้อเสียของระบบกรองคาร์ทริดจ์ ได้แก่

  • กรองละเอียดได้ปานกลาง: ดักจับได้ 10-20 ไมครอน ไม่ละเอียดเท่า DE ทำให้อาจต้องใช้สารเคมีเพิ่มในสระขนาดใหญ่
  • ไม่เหมาะกับสระใหญ่: หากใช้สำหรับสระเกิน 50 ลบ.ม. คาร์ทริดจ์จะอุดตันเร็ว ทำให้ต้องล้างบ่อยๆ
  • เปลี่ยนคาร์ทริดจ์บ่อย: ถ้าสระสกปรกมากๆต้องเปลี่ยนทุกๆ 6-12 เดือน ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
  • ไม่ทนน้ำเค็ม: ถ้าใช้ในสระน้ำเกลือ คาร์ทริดจ์อาจเสื่อมเร็วจากเกลือได้

โดยรวม ระบบกรองสระว่ายน้ำคาร์ทริดจ์จะคุ้มที่สุดสำหรับสระขนาดเล็กที่ต้องการความสะดวก และ ราคาถูก แต่สำหรับสระขนาดใหญ่ หรือ น้ำใสพิเศษอาจไม่เหมาะนัก

จากที่กล่าวมาจะพบว่าการเลือกระบบกรองสระว่ายน้ำที่คุ้มที่สุดขึ้นกับปัจจัยอย่างขนาดสระ การใช้งาน และ งบประมาณ สำหรับสระขนาดใหญ่ และ งบจำกัด กรองทรายคุ้มที่สุดเพราะทนทาน และ ราคาถูก สำหรับสระที่ต้องการน้ำใส และ เจ้าของยอมรับการบำรุง กรอง DE จะคุ้มกว่า เพราะช่วยลดเคมีภัณฑ์ สำหรับสระขนาดเล็ก และ ต้องการสะดวก กรองคาร์ทริดจ์จะคุ้มกว่า เพราะบำรุงง่าย และ มีราคาถูกโดยรวม แล้วกรองทรายจะคุ้มที่สุดสำหรับการใช้งานทั่วไปเพราะทนทาน และ มีราคาถูก แต่ต้องพิจารณาให้เหมาะกับความต้องการด้วย ดังนั้นหากต้องการผู้เชี่ยวชาญในการแนะนำการใช้ และ ติดตั้งเราขอแนะนำ MISTER POOL รับออกแบบสระว่ายน้ำ รับสร้างสระว่ายน้ำ ติดตั้ง และ วางระบบกรองสระว่ายน้ำ ครบวงจร โดยเรารับสร้างสระว่ายน้ำ โดยทีมวิศวกร และ สถาปนิก ที่มีประสบการณ์ด้านงานออกแบบ และ ติดตั้ง ดำเนินการโดยช่างผู้ชำนาญการ ตั้งแต่การออกแบบสระว่ายน้ำ วางระบบสระว่ายน้ำ สระว่ายน้ําระบบเกลือ รวมไปถึงการดูแลรักษาสระว่ายน้ำ และ บริการหลังการขายอื่นๆ การันตีคุณภาพการให้บริการของเราด้วยประสบการณ์ที่ให้บริการรับสร้างสระว่ายน้ำมายาวนานกว่า 30 ปี นอกจากนี้เรายังเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์สระว่ายน้ำ คุณภาพอันดับ 1 จาก Pentair เช่น ปั๊มสระว่ายน้ำ ไฟสระว่ายน้ำ โคมไฟใต้น้ำ ถังกรองสระว่ายน้ำ เคมีสระว่ายน้ำ ฯลฯ ยังมีบริการหลังการขาย และ รับประกันสินค้าอีกด้วย

ติดต่อสอบถาม

บริษัท มิสเตอร์พูล จำกัด
408 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

โทร : 02-290-1299, 088-874-3087
Line ID :@mrpool
E-mail :sales@mrpool.co.th
Facebook :@mrpoolthailand
Website :https://www.mrpool.co.th